
"เมื่อคิดจะซื้อถุงเท้า ขอให้คิดถึงถุงเท้านายเบน เนื่องจากเป็นสินค้าคนไทยแต่คุณภาพไม่แพ้แบรนด์ต่างชาติอีกทั้งจะพยายามรักษามาตรฐานและทำทุกอย่างให้เป็นที่พึงพอใจของลูกค้า"
ภาพความสำเร็จของผู้ประกอบการที่จะเล่าให้ฟังต่อไปนี้อาจเลือนลางในขณะที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อ 11 ปีก่อน แต่ด้วยความพยายามความมุ่งมั่น และไม่เคยท้อผลักดันตัวเองให้ขึ้นแท่นมาเป็นเจ้าของกิจการผลิต-จำหน่าย "ถุงเท้า"ภายใต้เครื่องหมายการค้า "Ben"s socks"และมีหน้าร้านจำหน่ายใหญ่ที่สุดในตึกโบ๊เบ๊ทาวเวอร์
คุณบรรจบ เพียรพาณิชย์พร หรือ คุณเบน อดีตวิศวกรผู้ที่เคยประสบความสำเร็จในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ รับเงินเดือนหลักแสนบาทครั้นปี 2540 เขากลายเป็นพ่อค้าขายของตามตลาดนัด อาศัยความกล้าตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตถูก ปัจจุบันเป็นเจ้าของธุรกิจมีโรงงานบนเนื้อที่ของตนเองกว่า 3 ไร่ ตั้งอยู่ในตำบลอ้อมใหญ่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม
เพราะอุปสรรคครั้งนั้นทำให้คุณเบนกลายเป็นเสี่ยเจ้าของโลโก้ "ถุงเท้านายเบน"และเป็นถุงเท้าที่ผลิตโดยคนไทย แต่คุณภาพเทียบเท่าแบรนด์ต่างชาติซึ่งเรื่องราวการดำเนินชีวิต ตลอดจนการเข้ามายังถนนสายธุรกิจนั้นควรค่านำเสนอ

จากเงินเดือนหลักแสน มาเร่ขายของกำไรวันละ 500
คุณบรรจบ เล่าที่มาของธุรกิจให้ฟังว่า "ประมาณ 25 ปีที่แล้ว หรือปี 2526มีเจ้าของโรงงานผลิตถุงเท้านักเรียน เป็นชาวไต้หวันซึ่งท่านเอ็นดูคุณพ่อผมมาก เสนอขายกิจการให้ แต่ตอนนั้นทางบ้านไม่มีเงินสดด้วยความไว้วางใจ เลยให้เครดิต เบ็ดเสร็จใช้เวลาผ่อนชำระ 1 ปี"
"โรงงานดังกล่าวเนื้อที่ไม่มาก ประมาณ 1 ห้องแถวส่วนกำลังการผลิตถุงเท้าต่อวัน ขณะนั้นเฉลี่ย 100 โหลและแม้ชื่อเสียงไม่โด่งดัง ยังไม่เป็นที่รู้จักแต่ยอดจำหน่ายก็สามารถเลี้ยงคนในครอบครัวได้ระดับหนึ่ง" คุณเบน กล่าว
กิจการถุงเท้านักเรียน ดำเนินได้ด้วยดีมาตลอด จนช่วงหนึ่ง คุณเบน เล่าว่าคุณพ่อต้องการให้ คุณเจริญพร เพียรพาณิชย์พร หรือ คุณบู๋น้องชายที่กำลังเรียนมหาวิทยาลัย ชั้นปีที่ 2 ออกมาช่วยงานจุดนี้เองจึงเป็นที่มาของถุงเท้าแบบอื่นๆ
"ปี 2536คุณพ่อให้น้องชายลาออกจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มาเรียนอีกมหาวิทยาลัยหนึ่งทางไปรษณีย์ หลักๆ เพื่อมาช่วยงานซึ่งน้องชายเป็นคนรุ่นใหม่ หัวคิดค่อนข้างทันสมัย ไม่เจาะจงผลิตแต่ถุงเท้า
นักรียน หันมาผลิตถุงเท้าแบบอื่นร่วมด้วย ครอบครัวจึงค้าขายถุงเท้าเรื่อยมาจนกระทั่งประสบวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 หลายคนถูกเลิกว่าจ้างผมเองเป็นหนึ่งในนั้น แต่ด้วยภรรยาและลูกเล็กทั้ง 2 คน จึงเกิดแรงสู้ครั้งนั้นเลยผันตัวเองจากอาชีพวิศวกร มาเป็นพ่อค้าขายของตามตลาดนัด"คุณเบน เล่า
ด้วยภาระที่ต้องรับผิดชอบและหน้าที่ของหัวหน้าครอบครัว ทำให้คุณเบนจำใจนำกระเป๋าหนังราคาแพงสูทแบรนด์ดัง เน็คไท เสื้อผ้ามียี่ห้อ รองเท้า รวมถึงตำราเรียนไปจำหน่ายเขาเล่าว่า ตลาดนัดคนเคยรวย ที่บริเวณลานจอดรถห้างซีคอนสแควร์คือสถานที่แรกที่นำสิ่งของไปวางขาย ซึ่งสินค้าขายดีมาก แต่อย่างไรก็ตามรายได้ก็ยังไม่พอเลี้ยงครอบครัว
"หลังคำนวณค่าใช้จ่ายต่อวันทั้งค่านมลูก ค่าผ้าอ้อม ค่าอาหาร เฉลี่ยวันละ 500 บาท ประกอบกับของรักเริ่มไม่พอขาย เลยมาคิดหาหนทาง ขณะนั้นเลือกไปนำเสื้อผ้าเด็กชุดคลุมท้อง เสื้อแฟชั่น จากญาติ และถุงเท้าจากน้องชายมาลองจำหน่ายตามตลาดนัด โดยขอเชื่อไว้ก่อน เนื่องจากไม่มีเงินสดปรากฏทุกอย่างขายได้ ทำให้มีรายรับตามคาดหวังครั้งนั้นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจแบบพอตัว" คุณเบน เล่า
จากรายได้ 500 บาท ต่อวัน แต่ด้วยไหวพริบและความเป็นนักบริหารคุณเบนเริ่มจับทิศทางแผนการขาย โดยใช้วิธีเปลี่ยนวัน และย้ายทำเล ทั้งนี้เพื่อเว้นช่วงให้ลูกค้าคิดถึง เขาวนเวียนทำเช่นนี้ตามตลาดมากถึง 50 แห่งประมาณ 3 ปี จนเริ่มมองเห็นช่องทางเปิดหน้าร้านเป็นของตัวเอง
"กินเปอร์เซ็นต์จากการขายเสื้อ และถุงเท้า ราว 3 ปี รู้สึกดี แต่ความเสี่ยงสูงและจากการจดสถิติสินค้า ทำให้รู้ว่าตัวไหนขายดี หรือคุ้มค่ามากกว่าซึ่งวันที่ 21 ธันวาคม 2542 เป็นวันที่ถุงเท้าขายดีที่สุด เรียกว่าขายจนสามารถตั้งตัวได้ จึงตัดสินใจรวบรวมความกล้า เสี่ยงเปิดหน้าร้านเล็กๆเนื้อที่ 11 ตารางเมตร ที่ตึกโบ๊เบ๊ทาวเวอร์ ด้วยทุน 1 ล้านบาททั้งหมดเป็นค่าเช่า และค่ามัดจำ"
เลือกอนาคต บนความเสี่ยง กิจการรุ่งเพราะสินค้าดี มีคุณภาพ
จากที่เล็งเห็นถึงอนาคตทำให้คุณเบนตัดสินใจเปิดหน้าร้านด้วยเงินลงทุนหมดหน้าตักหากไม่เป็นดั่งคาดหวัง เขาอาจต้องล้มอีกครั้งถามถึงเหตุผลว่าทำไมถึงกล้าเสี่ยง เจ้าของกิจการตอบว่า"หากยึดอาชีพพ่อค้าคนกลางกินเปอร์เซ็นต์ต่อไป คงไม่มีอะไรคืบหน้าซ้ำความเสี่ยงสูง เนื่องจากเคยมีปัญหาลูกค้าค้างชำระ และเช็คเด้งอาศัยรวบรวมความกล้า ออกมาลองเสี่ยงเปิดร้านเอง"
เหตุใดคุณเบนถึงเลือกตึกโบ๊เบ๊ทาวเวอร์เป็นหน้าร้าน และจำหน่ายแต่ถุงเท้า เขาตอบว่าเนื่องจากเกิดและเติบโตมาจากถิ่นนี้ ส่วนเหตุที่ขายแต่ถุงเท้าเนื่องจากเคยลองนำเสื้อผ้ามาจำหน่าย ปรากฏขายไม่ได้เพราะร้านส่วนใหญ่มาจากโรงงาน สู้ราคาไม่ไหวสุดท้ายจึงเลือกจำหน่ายถุงเท้าเพียงอย่างเดียว
ทราบจากคุณเบนว่าถุงเท้าที่นำมาจำหน่ายครั้งนั้น มีทั้งนำมาจากทางบ้านและพันธมิตรทางธุรกิจ แต่ไหนเลยทุกวันนี้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์กลายเป็นสินค้าจากครอบครัว
คุณเบน ตอบกระจ่างว่า"ด้วยคุณภาพของวัตถุดิบที่ใช้ ประกอบกับลวดลายที่ทันสมัยถุงเท้าจากโรงงานทางบ้าน จึงจำหน่ายดีกว่า เป็นที่ต้องการของลูกค้ามากกว่าจึงเกิดความตั้งใจออกแบบโลโก้ และจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าภายใต้ชื่อBen"s socks"
ถุงเท้าคุณภาพที่คุณเบนผลิต หลักๆ เขาบอกว่าทำจากเส้นด้ายสปันผสมคอตต้อน และอะครีลิก ทั้งหมดซื้อในประเทศซึ่งสูตรดังกล่าวคิดค้นขึ้นเอง นอกจากทนทาน นุ่ม สวมใส่สบายยังมีความยืดหยุ่นสูง ถ้าเป็นสินค้าคุณภาพต่ำจะผลิตจากอะครีลิกหรือไนล่อนเพียงอย่างเดียว
จากร้านขายถุงเท้าเล็กๆ บนชั้น 5 ขยับขยายกลายเป็นร้านถุงเท้าที่ใหญ่ที่สุดในโบ๊เบ๊ซึ่งการจะมีหน้าร้านใหญ่โตได้ ยอดขายถือเป็นสิ่งสำคัญและก่อนหน้านี้ทราบจากคุณเบนว่า เคยถูกคนรอบข้างครหาลำพังจำหน่ายถุงเท้าจะหาค่าเช่าที่พอได้อย่างไร
"ใครๆ ต่างทราบดีว่าพื้นที่ในตึกโบ๊เบ๊ราคาค่าเช่าสูง หากซื้อขาด เจ้าของที่คิดตารางเมตรละ400,000 บาท สาเหตุที่เลือกจำหน่ายเฉพาะถุงเท้าเนื่องจากตอนนั้นยังไม่มีร้านไหนเปิดขายจริงจังส่วนใหญ่นิยมจำหน่ายเสื้อผ้าแฟชั่น และเสื้อผ้าเด็ก ซึ่งความแตกต่างนี้ทำให้ร้านถุงเท้านายเบน เป็นที่สนใจ ยอดจำหน่ายจึงเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ"
เมื่อกิจการถุงเท้าขยายตัว เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าในอนาคตคุณเบนหันไปพัฒนาแหล่งผลิตร่วมกับน้องชายซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านเครื่องจักร จากเคยเป็นโรงงานเล็กๆเครื่องจักรไม่ทันสมัย ทุกวันนี้ขยายพื้นที่กว่า 3 ไร่ บนอำเภอสามพรานจังหวัดนครปฐม และเครื่องจักรรุ่นใหม่สั่งตรงจากประเทศไต้หวันกำลังการผลิตต่อวันเฉลี่ย 1,000 โหล หรือ 12,000 คู่
"ตอนนี้ถุงเท้ามีกว่า 1,000 ลวดลาย ตอบสนองทุกความต้องการ อาทิ ถุงเท้าแฟชั่นถุงเท้าทำงาน ถุงเท้านักเรียน ถุงเท้าตาตุ่ม ถุงเท้ากีฬา ถุงเท้าเรือใบถุงเท้าผ้าฝ้าย ถุงเท้าเด็ก ฯลฯ ซึ่งจำนวนสินค้าที่ผลิตมั่นใจว่าเพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า เนื่องจากในสต๊อค แต่ละวัน 1 แบบมี 100 โหล" เจ้าของร้าน เสริม
พัฒนา ต่อยอดสินค้าตลอด เน้นกำไรจากการขายปลีก
รูปแบบการจำหน่าย คุณเบน ย้ำว่า เนื่องจากเป็นโรงงานผลิต จะไม่ขายปลีกเน้นขายส่ง 1 ถุงใหญ่ 50 โหล ถุงเล็ก 20 โหล จำนวนซื้อแล้วแต่ตกลงปัจจุบันลูกค้าที่รับไปจำหน่ายต่อหลักๆ แถวตลาดสะพานขาว ตลาดวรจักรตลาดนัดคลองถม ตลาดท่าน้ำท่าดินแดง ยอดจำหน่ายต่อวันเฉลี่ย 10,000 คู่
เนื่องจากมีคนเคยกล่าวกับคุณเบนว่า ถุงเท้า ขาย 6 เดือน สต๊อค 6 เดือนช่วงขายดีคือ ฤดูหนาว แต่เมื่อก้าวเข้ามาจับธุรกิจเขาปฏิเสธว่าถุงเท้าแท้จริงขายได้ทุกวัน โดยให้เหตุผลว่า
"คนในวงการทำถุงเท้า มักกล่าวกันว่า 1 ปี ขายสินค้าได้แค่ 6 เดือน พอเข้ามาทำจริงไม่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากถุงเท้าไม่ใช่สิ่งของฟุ่มเฟือยขึ้นอยู่กับผู้ผลิต ว่าจะออกแบบลวดลายออกมาถูกใจ โดนใจลูกค้ามากน้อยแค่ไหน ถ้าจับจุดถูก ถุงเท้าจะสามารถจำหน่ายได้ทุกวันโดยไม่ต้องรอให้ซื้อเพราะความจำเป็น"
เป็นที่ทราบกันดีว่า "ถุงเท้า" ที่สวมใส่ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ทะลักเข้ามาจากประเทศจีน ตรงนี้ส่งผลกระทบต่อคุณเบนมากน้อยแค่ไหน
เจ้าของกิจการตอบว่า "สมัยก่อนกำไรดี ตัวเลข 2 หลักแต่ทุกวันนี้เนื่องจากค่าขนส่ง และค่าวัตถุดิบแพงขึ้นอีกทั้งบริษัทยังเพิ่มค่าแรงให้พนักงาน กำไรเลยตกลงกึ่งหนึ่งอาศัยเน้นขายปริมาณมาก เอากำไรน้อย ซึ่งตั้งแต่เปิดกิจการมา 8 ปีไม่เคยขึ้นราคา ถุงเท้า 1 โหล ขาย 200 บาท เฉลี่ยคู่ละ 16 บาทกว่าๆ"
สำหรับอนาคตธุรกิจผลิตถุงเท้า สิ่งที่คุณเบนต้องการ เขาบอกว่าเมื่อคิดจะซื้อถุงเท้า ขอให้คิดถึงถุงเท้านายเบน เนื่องจากเป็นสินค้าคนไทยแต่คุณภาพไม่แพ้แบรนด์ต่างชาติอีกทั้งจะพยายามรักษามาตรฐานและทำทุกอย่างให้เป็นที่พึงพอใจของลูกค้า
ก่อนจากกันไป คุณเบน บอกว่า ใครที่คิดจะนำเครื่องหมายการค้าหรือโลโก้ถุงเท้าไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตจะดำเนินการทางกฎหมายต่อผู้ละเมิดให้ถึงที่สุด เนื่องจาก "Ben"s socks" จดทะเบียนเป็นทรัพย์สินทางปัญญากระทรวงพาณิชย์ เรียบร้อยแล้ว
สนใจเป็นตัวแทนจำหน่ายหรือเจรจาธุรกิจ ติดต่อเจ้าของร้านแสนอัธยาศัยดี ได้ที่ร้านถุงเท้านายเบน488/532 โบ๊เบ๊ทาวเวอร์ ชั้น 5 ตึกเก่า ระหว่างโซน 3 กับ โซน 4หากสงสัยโทรศัพท์สอบถามคุณเบนก่อนได้ที่ (02) 628-1999 ต่อ 1532, (02)628-0966 (สายตรง)
ดวงกมล โลหศรีสกุล
ขอขอบคุณข้อมูลดีดีจาก http://e-learning.spiceday. com